“คนไทยพูดช้ากว่าจริงไหม? หรือจริง ๆ แล้วเรากำลังสื่อสารได้คุ้มคำกว่า?” เราได้พบโพสต์บน X ของ Paul Graham ทำให้หลายคนหันมาสนใจประเด็นที่น่าสนใจในวงการภาษาศาสตร์ เขาโพสต์ว่า “ผู้พูดภาษาไทยดูเหมือนจะใช้เวลาพูดเรื่องต่าง ๆ นานกว่าที่คาดไว้” ข้อสังเกตนี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับเปิดประตูสู่คำถามลึกซึ้งเรื่อง “อัตราการส่งข้อมูลของภาษา” (Information Rate) ว่าภาษาต่าง ๆ สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันหรือไม่
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ปี 2019 โดย Christophe Coupé และทีมงาน ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 17 ภาษาในยุโรปและเอเชีย พบผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ แม้ภาษาแต่ละภาษาจะมี “ความเร็วในการพูด” (Syllables per second) แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่เมื่อวัดด้วย “ปริมาณข้อมูลที่ส่งต่อได้ต่อวินาที” (Information rate ในหน่วย bits per second) กลับพบว่า มนุษย์ทุกภาษาสื่อสารได้ใกล้เคียงกันมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 39 bits ต่อวินาที
จากกราฟในภาพจะเห็นว่า ภาษาญี่ปุ่นและสเปนพูดเร็วที่สุด แต่แต่ละพยางค์มีข้อมูลน้อย ต้องใช้พยางค์จำนวนมาก ในขณะที่ภาษาไทย ภาษาเวียดนาม และภาษาจีนแมนดารินพูดช้ากว่า แต่แต่ละพยางค์บรรจุข้อมูลได้มากกว่า ส่วนภาษาอังกฤษอยู่ตรงกลางในระดับสมดุล นี่คือการชดเชยระหว่างความเร็วและความหนาแน่นของข้อมูล (trade-off) เพื่อให้อัตราการส่งข้อมูลโดยรวมใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน:
- ภาษาอังกฤษ: “I will go to the market.” (ใช้คำ 6 คำ)
- ภาษาไทย: “เดี๋ยวไปตลาด” (ใช้คำเพียง 3 คำ)
แม้ภาษาไทยจะใช้คำน้อยกว่าและอาจพูดนานกว่าเล็กน้อย แต่สามารถสื่อความหมายได้ครบถ้วนและกระชับในระดับหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ทำให้ “ดูเหมือนพูดช้า” แต่จริง ๆ แล้ว คุ้มค่ากว่า ในแง่ของการถ่ายทอดข้อมูลอย่างไรก็ตาม ความสมดุลที่สวยงามนี้เกิดขึ้นใน “โลกแห่งมนุษย์” เท่านั้น เมื่อเข้าสู่โลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ใช้ภาษาไทยและภาษาตุรกีจึงต้องเผชิญกับ “ภาษีโทเคน” (Token Tax) อย่างหนัก แม้ในเชิงภาษาศาสตร์มนุษย์จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน แต่ระบบ AI ปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนความสมดุลนั้น เนื่องจากวิธีการ Tokenization ที่แตกต่างกัน ภาษาอังกฤษถูกแบ่งโทเคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ภาษาไทยซึ่งมีโครงสร้าง tonal และการเขียนซับซ้อนกว่า มักถูกแบ่งเป็นโทเคนจำนวนมากขึ้น
แม้ภาษาไทยจะสื่อสารได้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพไม่แพ้ภาษาอังกฤษในโลกแห่งมนุษย์ แต่ในระบบ AI ที่ยังคิดเงินตามจำนวนโทเคน ผู้ใช้ภาษาไทยกลับต้องจ่ายแพงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล แต่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางดิจิทัล (Digital Equity) ในยุค AI หากผู้พัฒนาไม่ปรับปรุงระบบ Tokenization หรือราคาให้คำนึงถึงภาษาต่าง ๆ มากขึ้น ช่องว่างระหว่างผู้ใช้ก็จะยิ่งกว้างขึ้นจนกว่าจะถึงวันนั้น การเข้าใจข้อจำกัดนี้จะช่วยให้เราวางแผนใช้งาน AI ได้อย่างชาญฉลาด เช่น เขียน Prompt เป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วค่อยแปล หรือใช้เทคนิคลดจำนวนโทเคน ภาษาไทยอาจพูดช้ากว่า แต่ในโลกแห่งมนุษย์ เราสื่อสารได้ไม่แพ้ใคร ส่วนในโลกของ AI เรายังต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อผลลัพธ์เดียวกัน

บรรณาธิการข่าวและบทความภาษาไทย CNX Software ได้มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smart Home และ IoT

