เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา CNX Software ได้นำเสนอข่าวเปิดตัว Elecrow ThinkNode M9 ซึ่งเป็น LoRa terminal แบบ standalone ที่รันเฟิร์มแวร์ MeshCore มาพร้อมคีย์บอร์ด QWERTY จอสี GPS และแบตเตอรี่ 2,300mAh ในตัว ครั้งนี้ทาง Elecrow ได้ส่งเครื่องจริงมาให้ทดสอบจำนวน 2 เครื่อง (เวอร์ชัน 923 MHz) ทำให้เราสามารถทดสอบการสื่อสารแบบ mesh ได้จริงตั้งแต่แกะกล่อง โดยไม่ต้องพึ่ง node อื่นในพื้นที่
จุดที่ทำให้ M9 แตกต่างจาก ThinkNode M1 และ M5 รุ่นก่อนหน้า คือความเป็น standalone อย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้พิมพ์ข้อความ อ่านข้อความ และแชร์ตำแหน่งได้จากตัวเครื่องโดยตรง ไม่ต้องจับคู่กับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เหมือนรุ่นก่อน
ในรีวิวนี้เราจะพาไปดูตั้งแต่แกะกล่อง การใช้งาน MeshCore บนตัวเครื่อง ไปจนถึงการทดสอบภาคสนามในเครือข่าย 3 node ที่ผสมฮาร์ดแวร์ต่างยี่ห้อเพื่อทดสอบความสามารถการทำงานแบบ Mesh ของ firmware MeshCore
แกะกล่องและภาพรวมฮาร์ดแวร์
ภายในกล่องประกอบด้วย
- ตัวเครื่อง ThinkNode M9
- สาย USB-A to USB-C
- การ์ดคู่มือการใช้งานเริ่มต้น
ตามเอกสารคุณสมบัติตัวเครื่องมีขนาด 126 × 67 × 12 มม. เมื่อได้จับของจริงจับถือได้ถนัดมือใกล้เคียงสมาร์ทโฟนขนาดเล็ก งานประกอบแน่นหนา การออกแบบทำให้เห็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของ Elecrow
ด้านหน้าเป็นจอ TFT LCD ขนาด 2.4 นิ้ว ความละเอียด 240 × 320 แบบไม่ใช่จอสัมผัส และคีย์บอร์ด QWERTY จำนวน 37 ปุ่ม แบ่งเป็นโซนตัวอักษร โซนนำทาง และปุ่มฟังก์ชัน ด้านข้างมีสวิตช์เปิดปิดแบบ toggle ด้านล่างมีพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จและโปรแกรม และปุ่ม reset ซ่อนอยู่ จากคุณสมบัติอุปกรณ์จะบอกว่ามีการรองรับ SD card แต่ไม่มีช่องให้สามารถเข้าถึงการ์ดได้ ทดลองแกะฝาหลังแล้วพบว่ายึดติดไว้ด้วยเทปกาว เลยยกเลิกการแกะเพื่อทดสอบการใช้งาน SD card
จุดที่น่าสนใจคือเสาอากาศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น LoRa, Wi-Fi/Bluetooth และ GNSS ล้วนอยู่ภายในตัวเครื่อง ไม่มีเสายื่นออกมาภายนอกเลย ทำให้พกพาสะดวก แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่าระยะสื่อสารจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่ใช้เสาอากาศภายนอก ซึ่งเราจะตอบคำถามนี้ในหัวข้อทดสอบภาคสนามที่อยู่ทางด้านล่าง



เปิดเครื่องครั้งแรกและการใช้งาน MeshCore
เครื่องมาพร้อมเฟิร์มแวร์ MeshCore ติดตั้งจากโรงงาน เปิดเครื่องแล้วใช้งานได้ทันที โดยจะแสดงหน้า QR code สำหรับคู่มือ และมี Tutorial สอนเราใช้งานปุ่มต่าง ๆ ซึ่งดีมากเพราะสามารถให้เราใช้งานเครื่องเป็นได้ในทันที

ก่อนให้เลือกว่าจะใช้ Firmware สื่อสารแบบไหน Ripple หรือ MeshCore เมื่อเลือกแล้ว หลังจากนั้นขั้นตอนแรกคือ
การตั้งค่าความถี่ให้ใช้งานได้ตามข้อกำหนดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งไม่มีประเทศไทยอยู่ในรายการ ต้องเลือกแบบ Custom

สำหรับการใช้งานในประเทศไทย เราตั้งค่าความถี่เป็น 923 MHz ให้สอดคล้องกับย่านความถี่ที่ กสทช. อนุญาต
โดยเลือก preset ตามรูป คือความถี่ 923.125, SF 12, CR 4:8, BW 125

คีย์บอร์ดและหน้าจอ
การพิมพ์บนคีย์บอร์ด 37 ปุ่ม สำหรับใครที่นิ้วใหญ่อาจจะพบว่าการกดทำได้ลำบาก เพราะปุ่มมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก การกดตัวเลขและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทำได้ด้วยการกดปุ่ม Sym ค้างไว้ โดยรวมถือว่าพิมพ์ได้สะดวก
จอ 2.4 นิ้วแสดงข้อความและสถานะได้ชัดเจนสามารถปรับโหมดหน้าจอได้ 2 แบบสำหรับใช้งานกลางคืนและกลางวัน ซึ่งจะทำให้อ่านได้ชัดเจน การที่จอไม่ใช่แบบสัมผัสไม่เป็นอุปสรรค เพราะ UI ทั้งหมดออกแบบมาให้ควบคุมผ่านปุ่มนำทางและคีย์บอร์ดอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถตั้งค่าหน้าจอสำหรับการแสดงผลกลางวันและกลางคืนได้

ฟีเจอร์ MeshCore บนตัวเครื่อง
UI ของ MeshCore บน M9 ครอบคลุมการทำงานหลักได้ทั้งหมดในการค้นหาอุปกรณ์อื่น ๆ การเพิ่มรายชื่อ การสร้าง Channel โดยหากเราต้องการค้นหาเครื่องในพื้นที่สามารถทำได้ด้วยการ เลือก Scan Local และเครื่องอีกเครื่องต้องเข้าไปที่เมนู Send ID Local ก็จะสามารถค้นหากันเจอ
หลังจากนั้นเราสามารถทำการเพิ่มรายชื่อเพื่อใช้ในการสื่อสารต่อไปได้ โดยสิ่งที่จะได้ในรายชื่อแต่ละรายคือ Public key และ Location ถ้าสามารถจับสัญญาณพิกัดดาวเทียมได้
โดยในหน้าหลักของการสื่อสารจะแสดงในรูปแบบของเมนูค้นหา ตามด้วยรายการ Channel และสุดท้ายคือรายชื่อใน Contact list และเราสามารถสร้าง Channel เพื่อการสื่อสารได้
แต่การใช้งานแผนที่ไม่เป็นที่ประทับใจ เนื่องจากไม่รองรับการใช้งานในประเทศไทย และเมื่อต้องการบันทึกข้อมูลแผนที่ของประเทศไทยก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สามารถเปิดเครื่องเพื่อถอดการ์ดออกมาเพื่อบันทึกแผนที่ที่เราต้องการได้ และการตัดสิทธิ์การใช้งาน Wi-Fi สำหรับ firmware Ripple UI เวอร์ชั่นฟรี ทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดแผนที่ได้ด้วย
ทดสอบใช้งาน
เราทดสอบการใช้งานด้วย M9 สองเครื่องที่ได้รับมา เพื่อจำลองสถานการณ์ผู้ใช้ทั่วไปที่ซื้อ M9 มาเป็นคู่แล้วใช้งานทันทีโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานใดรองรับ หลังจากการเพิ่มรายชื่อแล้วเราทำการทดสอบการสื่อสารดังนี้
- ส่ง direct message ระหว่างสองเครื่อง สามารถทำได้สำเร็จ โดยมีเสียงแจ้งเตือนเมื่อได้รับข้อความโดยสามารถเลือกปิดเสียงแจ้งเตือนได้

- สร้าง channel ร่วมกันแล้วคุยผ่าน channel โดย Channel มี 3 รูปแบบ คือ Public เป็น Channel พื้นฐานที่อุปกรณ์ทุกตัวใน MeshCore สามารถสื่อสารถึงกันได้ เพราะใช้ Key เดียวกัน รูปแบบถัดมาคือ Hash channel คือ channel ที่ชื่อขึ้นต้นด้วย # เมื่อสร้างหรือ join channel ด้วยชื่อ MeshCore จะ derive กุญแจลับ (PSK) จากชื่อนั้นให้อัตโนมัติด้วย cryptographic hash สุดท้ายคือ Private group channel ซึ่ง channel ที่ key ถูกสุ่มขึ้นมา (random PSK) ไม่ได้มาจากชื่อ และต้องแจกจ่าย key นั้นให้กับคนที่ต้องการเข้ากลุ่ม

ภาพรวมการแกะกล่องเพื่อเริ่มต้นการสื่อสารทำได้สะดวกไม่ซับซ้อน การใช้งานเบื้องต้นทำได้แต่ยังไม่น่าประทับใจนัก เพราะว่า preload firmware เป็น Ripple UI ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐาน และต้อง unlock license อีก $8 (~270฿) เพื่อเปิดใช้งานบาง feature เช่น Wi-Fi เพื่อดาวน์โหลดแผนที่มาใช้แบบ offline หรือการแชร์ Location กับเพื่อน เราจึงมองหาทางเลือกอื่น แล้วก็ได้พบกับ MeshOS ซึ่งสามารถ flash ทับ ripple UI ได้ และเราก็ทำการ flash MeshOS ลงไปยังหนึ่งในสองเครื่องเพื่อทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพ


ทดสอบภาคสนาม
ระยะสื่อสารแบบ Direct (M9 ถึง M9)
การมีเครื่อง 2 เครื่องทำให้เราทดสอบระยะแบบ node-to-node ได้โดยตรง ตั้งค่าพารามิเตอร์ SF 12, CR 4:8, BW 125 เครื่องแรกวางอยู่บริเวณระยะความสูง 160 cm ทำการทดสอบด้วยการส่งข้อความ
ผลการทดสอบในเขตเมือง คือหมู่บ้านที่มีบ้านความสูงสองชั้นหลายสิบหลังที่บังสัญญาณแบบ line of sight ไม่สามารถส่งได้จนถึงบริเวณท้ายหมู่บ้าน ระยะสุดท้ายที่การส่งทำได้คือที่ระยะ 450 เมตร
ผลการทดสอบในพื้นที่นอกเมือง ได้ทดสอบที่พื้นที่โลงระยะทาง 1 กิโลเมตร สามารถส่งข้อความได้สำเร็จเป็นอย่างดี
หากเปรียบเทียบกับการทดสอบด้วย Wismesh Station ซึ่งเป็นโมดูลแบบใช้สายอากาศภายนอกทำได้ระยะทางที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดในพื้นที่เดียวกันสามารถส่งได้ไกลกว่าด้วยความต่างของสายอากาศภายนอกซึ่งมีเกณฑ์ขยายที่ 2 dBi กับสายอากาศภายในที่ไม่ระบุเกณฑ์ขยาย
แบตเตอรี่
Elecrow เคลมว่าแบตเตอรี่ Li-Po 2,300mAh/3.8V ใช้งาน standby ได้ 4 ถึง 5 วัน เราทดสอบจริงโดยการ Standby ตั้งค่าให้หน้าจอปิด เปิด LoRa ไว้ตลอด เปิด GPS ต่อเนื่อง ส่งข้อความบ้างแต่ไม่มาก ถือว่าระยะเวลาการใช้งานต่อชาร์จทำได้ดี เหมาะแก่การใช้งานแบบ Ourdoor
โหมด Companion ผ่าน Bluetooth
แม้จุดขายหลักของ M9 คือการใช้งานแบบ standalone แต่ตัวเครื่องก็รองรับการเชื่อมต่อกับแอป MeshCore บนสมาร์ทโฟนผ่าน BLE ได้เช่นกันถ้าใช้ MeshOs แต่การใช้งานพบว่าการส่งข้อความจาก Companion app สามารถส่งไปยังปลายทางได้ แต่การตอบกลับจากปลายทางจะไปแสดงผลบน M9 เท่านั้นไม่ถูกส่งต่อมายังแอป MeshCore ซึ่งถือว่าไม่สมบูรณ์ ไม่แนะนำให้ใช้งาน
สรุป
ThinkNode M9 ทำหน้าที่ MeshCore terminal แบบ standalone ได้ดีในการรับส่งข้อความ ทั้ง Private chat, Channel group chat อายุการใช้งานแต่การชาร์จน่าประทับใจ การออกแบบทำได้ดีสวยงามน่าใช้ คุ้มค่าในราคา $74.90(~2,500฿) ถึงแม้ fimware ที่ติดตั้งมาให้จะใช้งานยากและถูกตัดคุณสมบัติต่าง ๆ ออกไป
ข้อดี
- ใช้งานได้สมบูรณ์โดยไม่ต้องมีสมาร์ทโฟน ทั้งพิมพ์ อ่าน และแชร์ตำแหน่ง
- เสาอากาศในตัวทั้งหมด พกพาสะดวก ไม่มีเสาหักหรือเกี่ยวกระเป๋า
- ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ MeshCore ยี่ห้ออื่นได้ดี
- GPS multi-constellation พร้อมเข็มทิศในตัว
- อายุของแบตเตอรี่ยาวนาน
ข้อเสีย
- จอสีแบบ TFT กินไฟมากกว่าจอ ePaper เปิดหน้าจอไว้ตลอดเวลาจะทำให้เวลาในการใช้งานลดลง
- เสาอากาศในตัวให้ระยะสั้นกว่าอุปกรณ์เสาภายนอกตามคาด
- ไม่รองรับการถอด SD card ทำให้หากการ์ดมีปัญหาต้องแกะทำลายเนื่องจากฝาหลังยึดด้วยเทปกาว
M9 เหมาะกับผู้ใช้ MeshCore ที่ต้องการเครื่องพกพาสำหรับสื่อสารนอกพื้นที่สัญญาณโทรศัพท์ งานสื่อสารฉุกเฉิน กิจกรรมกลางแจ้ง และเครือข่าย mesh ชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่อยากพกทั้ง node และสมาร์ทโฟนคู่กันตลอดเวลา
ขอขอบคุณ Elecrow ที่ส่ง ThinkNode M9 มาให้รีวิวจำนวน 2 เครื่อง ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้บนร้านค้า Elecrow ในราคา $74.90 (~2,500฿) โดยคุณสามารถเลือกระหว่างรุ่นที่เหมาะสมของแต่ละภูมิภาค

Fulltime Maker
ปัจจุบันดูแลส่วนงาน R&D และ Innovation
ความสนใจคือ Single Board Computer และงานด้าน IoT









