ESPHome 2026.5.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมาพร้อมกับเวอร์ชันเบต้าของเว็บแอปใหม่ชื่อว่า ESPHome Device Builder ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อมาแทนที่แดชบอร์ดแบบเดิมที่รวมอยู่ในระบบ พร้อมฟีเจอร์ที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวแก้ไขคอนฟิก (configuration editor) แบบเต็มรูปแบบ, ระบบคิวสำหรับงานคอมไพล์เฟิร์มแวร์, การจัดการอุปกรณ์หลายตัวพร้อมกันด้วย multi-select bulk actions, รวมถึงระบบ Labels และ Areas สำหรับจัดหมวดหมู่อุปกรณ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ตรวจจับไฟล์คอนฟิกที่ไม่ซิงก์กัน (out-of-sync detection), ระบบค้นหาข้ามคอนฟิก (cross-config search), รองรับการ build แบบกระจาย (distributed builds) และเพิ่มหน้า Settings UI แบบใหม่ที่ใช้งานง่ายและเป็นระเบียบมากกว่าเดิมอีกด้วย
ตัวเฟิร์มแวร์เองก็ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพครั้งใหญ่ ทั้งในส่วนของ Main Loop, Scheduler และ Task Watchdog เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและภาระของ CPU บนอุปกรณ์ที่รองรับ พร้อมทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพด้านหน่วยความจำและความเร็วในการทำงานในหลายส่วนของระบบ ไม่ว่าจะเป็น API, ระบบเสียง และ helper functions ที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย ด้านระบบเสียง (Audio Decoder Pipeline) ก็ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรองรับไลบรารีสตรีมมิงใหม่ ได้แก่ microMP3, microWAV และ microFLAC ซึ่งช่วยให้การเล่นไฟล์เสียงมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรน้อยลง ในส่วนของ OTA (Over-The-Air Updates) ก็ถูกยกระดับความสามารถเพิ่มเติม ทั้งการอัปเดต partition table และ bootloader, รองรับ OTA ผ่านเว็บเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงฟีเจอร์กู้คืนระบบเมื่ออุปกรณ์เกิดอาการ soft-brick นอกจากนี้ ESPHome ยังรองรับชิป ESP32 ผ่านเฟรมเวิร์ก ESP-IDF v6.0.1 ได้โดยตรงมากขึ้น และยังขยายการรองรับ Zigbee ไปยังชิป ESP32-H2 และ ESP32-C6 อีกด้วย พร้อมฟีเจอร์ใหม่อื่น ๆ อีกหลายรายการในเวอร์ชันนี้

ESPHome Device Builder เวอร์ชันใหม่มาพร้อมความสามารถที่ไม่มีในแดชบอร์ดรุ่นเก่า โดยมีจุดเด่นสำคัญดังนี้:
- รองรับการสร้าง Components และ Automations แบบ Visual Builder ควบคู่ไปกับการแก้ไขไฟล์ YAML ผ่าน Monaco Editor พร้อมแถบนำทางอุปกรณ์ทางด้านซ้าย
- มี Component Catalog สำหรับเลือกใช้งานโมดูลต่าง ๆ พร้อมระบบตรวจสอบ Dependency อัตโนมัติ รวมถึงหน้าดูข้อมูล Pin ของบอร์ดแต่ละรุ่น ที่สามารถแสดงความสามารถของ GPIO และบอกได้ว่าแต่ละ Pin กำลังถูกใช้งานโดย Component ใดอยู่
- เพิ่มระบบ Firmware Job Queue สำหรับจัดคิวงาน Compile, Install และ Clean โดยสามารถดูสถานะความคืบหน้า ประวัติการทำงาน และยกเลิกงานได้แบบเรียลไทม์
- รองรับ Remote Builder ซึ่งช่วยให้ Device Builder เครื่องหนึ่งสามารถส่งงาน Compile หรือ Install ไปประมวลผลยังอีกเครื่องหนึ่งได้ ผ่านการเชื่อมต่อแบบ Peer-to-Peer โดยรองรับทั้งการค้นหาอุปกรณ์ผ่าน mDNS, การยืนยันตัวตนด้วย SHA-256 Fingerprint, การหมุนเวียน Identity อัตโนมัติ และการกำหนดเส้นทางงานแยกตามแต่ละ Peer ได้อีกด้วย
- รองรับระบบ Labels แบบกำหนดสีได้ สามารถค้นหาและกรองข้อมูลได้ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับการจัดการ Areas ให้เป็นข้อมูลหลักของอุปกรณ์ รวมถึงแยกช่อง “Friendly Name” ออกมาให้แก้ไขได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังสามารถ Clone อุปกรณ์ และจัดการหลายอุปกรณ์พร้อมกันผ่าน Multi-select Bulk Actions เช่น Update, Delete หรือ Archive เฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ที่เลือกได้อย่างสะดวก
- เพิ่มระบบตรวจจับสถานะ Out-of-Sync พร้อมแสดง Badge แจ้งเตือนแยกในแต่ละอุปกรณ์ สำหรับความไม่ตรงกันของเวอร์ชัน, Config Hash และสถานะการเข้ารหัส (Encryption State)
- รองรับมุมมองเปรียบเทียบ YAML แบบ Diff View, ระบบค้นหาข้ามไฟล์คอนฟิกพร้อมแสดงบริบทโดยรอบ (Cross-config YAML Search) และมี Command Palette ที่เรียกใช้งานได้ผ่านปุ่ม ⌘K หรือ Ctrl+K
- เพิ่มรูปแบบการแสดงผลทั้งแบบ Card View และ Table View โดยสามารถปรับแต่งคอลัมน์และกรองข้อมูลตาม Platform, Status, Area หรือ Labels
- มีหน้า Settings UI แบบใหม่ รองรับธีม Light, Dark และ System พร้อมรองรับหลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และดัตช์ รวมถึงสามารถตั้งค่ารูปแบบ Editor และควบคุม Remote Builder ได้จากหน้าเดียว ซึ่งแตกต่างจากแดชบอร์ดรุ่นเก่าที่แทบไม่มีตัวเลือกให้ปรับแต่งผ่าน UI
- เพิ่มระบบตั้งค่า Wi-Fi สำหรับการใช้งานครั้งแรก (First-run Wi-Fi Onboarding) และสามารถตรวจจับการเสียบบอร์ดผ่าน USB ได้อัตโนมัติ พร้อมแสดงข้อความ “Set this up” เพื่อช่วยเริ่มต้นตั้งค่าอุปกรณ์ได้ทันที
โค้ดที่เกี่ยวข้องกับระบบใหม่นี้ถูกแยกออกเป็น 2 รีโพซิทอรีหลัก ได้แก่ Device Builder ฝั่ง Python Backend และ Device Builder Frontend สำหรับส่วนติดต่อผู้ใช้งานบนเว็บ แต่ใน ESPHome 2026.5.0 แดชบอร์ดแบบเดิม (Legacy Dashboard) ยังคงถูกตั้งให้เป็นค่าเริ่มต้นอยู่ แต่ผู้ใช้งาน Home Assistant สามารถทดลองใช้งาน Device Builder เวอร์ชันใหม่ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพียงติดตั้งแอป ESPHome (Beta) ซึ่งเปิดใช้งาน Device Builder มาให้เป็นค่าเริ่มต้นเรียบร้อยแล้ว
สรุปการเปลี่ยนแปลงสำคัญอื่น ๆ ใน ESPHome 2026.5.0 มีดังนี้ :
- ปรับโครงสร้าง Main Loop และระบบ Watchdog ใหม่ทั้งหมด เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน
- เพิ่มการปรับแต่งประสิทธิภาพระดับ Micro-Optimization ในหลายส่วนของระบบ โดยเฉพาะด้าน Audio, BLE และการเรียกใช้งาน API
- ลดการใช้หน่วยความจำ (Memory Footprint) ของ Components ที่ใช้งานทั่วไปหลายรายการ ช่วยให้อุปกรณ์ที่มี RAM จำกัด
- รองรับ Native ESP-IDF Toolchain โดยตรง ควบคู่ไปกับระบบ Build แบบเดิมที่ใช้ PlatformIO
- ยกระดับระบบ Audio Stack ใหม่ทั้งหมด ด้วยตัวถอดรหัสเสียง (Decoder) รุ่นใหม่, แหล่งสื่อแบบ HTTP Media Source และการตั้งค่า Codec ขั้นสูง
- ปรับปรุงความสามารถของระบบ OTA
- เพิ่มความเร็วในการตรวจสอบคอนฟิก (Configuration Validation) และลดเวลาเริ่มต้นการทำงานของ CLI
- I2S-based SPDIF speaker output sends digital audio to optical receivers via any GPIO pin.
- New modbus_server split with flash savings of roughly 60% over the old wedged-in server mode (1.8 KB vs 4.5 KB) and 40% off the client-mode modbus_controller (3.9 KB vs 6.4 KB).
- New display variants: epaper SSD1683 + Goodisplay GDEY042T81, Waveshare 3.97” e-paper, Waveshare ESP32-C6 LCD 1.47, Sunton ESP32-2424S012, Sunton 5”/7” mipi_rgb displays, Seeed reTerminal D1001 DSI display
- WiFi phy_mode for ESP8266 to pin the radio to 11B, 11G, or 11N from YAML.
- BLE Reliability Fix for Bluetooth Proxies
- เพิ่มการรองรับ Sendspin สำหรับระบบเสียงแบบ Multi-room Audio ที่สามารถซิงก์เสียงระหว่างหลายห้องได้อย่างแม่นยำ
- เพิ่ม Entity Type ใหม่สำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณคลื่นวิทยุ (RF Transceivers) เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับ Home Assistant ได้สะดวกยิ่งขึ้น
- ปรับปรุงระบบ LVGL ในหลายด้าน
- ขยายการรองรับ Zigbee ไปยังชิป ESP32-H2 และ ESP32-C6
- ปรับปรุงแพลตฟอร์ม nRF52 และ Zephyr ทั้งด้าน Deep Sleep, Zigbee, OTA, Native Builds และฟีเจอร์อื่น ๆ
- เพิ่มการรองรับฮาร์ดแวร์และหน้าจอแสดงผลรุ่นใหม่หลายรายการ
- อินเทอร์เฟซ USB High-Speed ของ ESP32-P4 รองรับการรับส่งข้อมูลผ่าน USB ขนาด 512 ไบต์แล้ว (เดิมจำกัดที่ 64 ไบต์แบบ Full Speed)
- สามารถกำหนดค่า Watchdog Timeout ของ ESP32 ได้เองตามต้องการ
- เพิ่มการรองรับการจัดสรรหน่วยความจำ esp32_ble ไปยัง PSRAM ซึ่งช่วยคืนพื้นที่ RAM ภายในได้ประมาณ 40 KB บนบอร์ด ESP32 ที่มี PSRAM
- รองรับการส่งสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ SPDIF ผ่าน I2S โดยสามารถส่งออกไปยัง Optical Receiver ผ่าน GPIO Pin ใดก็ได้
- เพิ่ม modbus_server รูปแบบใหม่ที่แยกออกจากระบบเดิม ช่วยลดการใช้ Flash Memory ลงได้ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับ Server Mode แบบเก่า (1.8 KB เทียบกับ 4.5 KB) และลดการใช้พื้นที่ของ modbus_controller ในโหมด Client ลงได้ราว 40% (3.9 KB เทียบกับ 6.4 KB)
- เพิ่มการรองรับหน้าจอรุ่นใหม่หลายรายการ เช่น epaper SSD1683 และ Goodisplay GDEY042T81, Waveshare 3.97” e-paper, Waveshare ESP32-C6 LCD 1.47, Sunton ESP32-2424S012, Sunton 5”/7” mipi_rgb displays, Seeed reTerminal D1001 DSI display
- เพิ่มตัวเลือก WiFi phy_mode สำหรับ ESP8266 เพื่อกำหนดโหมดสัญญาณเป็น 11B, 11G หรือ 11N ได้โดยตรงผ่านไฟล์ YAML
- แก้ไขและปรับปรุงความเสถียรของ BLE สำหรับ Bluetooth Proxy
และทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงใน ESPHome 2026.5.0 เท่านั้น สามารถอ่านดูรายละเอียดทั้งหมดหรือศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Changelog ฉบับเต็มได้บนเว็บไซต์ของ ESPHome
แปลจากบทความ : ESPHome 2026.5.0 released with new ESPHome Device Builder (beta), performance/memory optimizations

บรรณาธิการข่าวและบทความภาษาไทย CNX Software ได้มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smart Home และ IoT


