หลังจากมีข้อมูลหลุดออกมาหลายครั้ง, ในที่สุดตระกูลโปรเซสเซอร์ระดับเริ่มต้น Intel Core Series 3 “Wildcat Lake” ก็ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Intel ระบุว่านี่คือ “โปรเซสเซอร์ Core Series แบบไฮบริดที่รองรับ AI รุ่นแรก” ตามที่คาดไว้ส่วนของ “Computer & CPU tile” มาพร้อมคอร์สูงสุด 6 คอร์ (ประกอบด้วย 2 คอร์ประสิทธิภาพสูง P-cores และ 4 คอร์ประหยัดพลังงาน LPE-cores) รองรับกราฟิก Intel Xe 3 สูงสุดแบบ 2 คอร์ และให้ประสิทธิภาพด้าน AI รวมสูงสุดถึง 40 TOPS พร้อมรองรับหน่วยความจำแบบ LPDDR5x และ DDR5
ส่วน “Platform Controller Tile” ได้รวมอินเทอร์เฟซต่าง ๆ ไว้ภายใน ได้แก่ เลน PCIe Gen4 จำนวน 6 เลน, อินเทอร์เฟซ Thunderbolt 4 จำนวน 2 ช่อง, พอร์ต USB 3.2 จำนวน 2 ช่อง และ USB 2.0 อีก 8 ช่อง รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ Wi‑Fi 7 และ Bluetooth 6.0 ในส่วนของ Computer & GPU Tile ถูกผลิตด้วยกระบวนการผลิต Intel 18A ของ Intel ขณะที่ Platform Controller Tile ถูกผลิตด้วยกระบวนการ “External” จากผู้ผลิตภายนอก (เช่น TSMC ?)
มีการยืนยันว่าใช้หน่วยความจำแบบ Single-channel และดูเหมือนว่า eMMC flash จะถูกแทนที่ด้วย UFS 3.0 สำหรับระบบ Edge ที่ใช้หน่วยความจำแบบบัดกรีติดกับบอร์ด แต่ระบบจำนวนมากก็ยังคงเลือกใช้ PCIe Gen4 NVMe SSD แทน ผู้อ่านบางส่วนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนเลน PCIe ที่ค่อนข้างน้อย แต่ Intel ชี้แจงว่าเป็นการออกแบบโดยตั้งใจ:
การออกแบบ PCIe ให้มีจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้ตรงกับการใช้งาน โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเลน PCIe ที่ไม่ได้ใช้งาน
แนวคิดนี้อาจเหมาะสมสำหรับแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ Edge ตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้… แต่ก็อาจไม่เหมาะนักสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการตัวเลือกด้านสตอเรจและเครือข่ายหลายรูปแบบ
ข้อมูลที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ SKU ส่วนใหญ่ถือว่าถูกต้อง แต่ทาง Intel ได้ระบุ SKU สำหรับทั้งกลุ่มพีซีและงาน Edge ซึ่งหลายรุ่นมีความซ้ำซ้อนกัน ทุกรุ่นมีค่า PBP (Processor Base Power) ที่ 15W และค่า MTP (Maximum Turbo Power) ที่ 35W มาพร้อมแคช Intel Smart Cache ขนาด 6MB และรองรับหน่วยความจำสูงสุด 48GB แบบ LPDDR5x-7467 หรือ 64GB แบบ DDR5-6400 อย่างไรก็ตาม มีอยู่หนึ่งรุ่นคือ Intel Core 5 305 ที่ไม่มี NPU (หน่วยประมวลผล AI) มาให้เลย และถูกกำหนดไว้สำหรับการใช้งานด้าน Edge โดยเฉพาะ
| จำนวนคอร์ | ความถี่พื้นฐาน (P/E) | ความถี่เทอร์โบ (P-core) | กราฟิก | NPU | SIPP | |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Intel Core 7 360 | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.8 GHz | 2x Xe3 @ 2.6 GHz, 21 TOPS | 17 TOPS | รองรับ |
| Intel Core 7 350 | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.8 GHz | 2x Xe3 @ 2.6 GHz, 21 TOPS | 17 TOPS | ไม่รองรับ |
| Intel Core 5 330 | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.6 GHz | 2x Xe3 @ 2.5 GHz, 20 TOPS | 16 TOPS | รองรับ |
| Intel Core 5 320 | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.6 GHz | 2x Xe3 @ 2.5 GHz, 20 TOPS | 16 TOPS | ไม่รองรับ |
| Intel Core 5 315 | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.4 GHz | 2x Xe3 @ 2.3 GHz, 18 TOPS | 15 TOPS | ไม่รองรับ |
| Intel Core 3 305 (Edge only) | 2P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.3 GHz | 1x Xe3 @ 2.3 GHz, 9 TOPS | ไม่มี | ไม่รองรับ |
| Intel Core 3 304 | 1P + 4LPE | 1.5/1.4 GHz | 4.3 GHz | 1x Xe3 @ 2.3 GHz, 9 TOPS | 15 TOPS | ไม่รองรับ |
ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าตระกูล Wildcat Lake จะเป็นรุ่นสืบทอดของ Alder Lake-N และ Twin Lake แต่ทาง Intel กลับนำ Intel Core 7 360 ไปเปรียบเทียบกับ Intel Core 7 150U ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์สถาปัตยกรรม Raptor Lake แบบ 10 คอร์ (2P + 8E) แทน โปรเซสเซอร์ Wildcat Lake รุ่นใหม่นี้สามารถให้ประสิทธิภาพด้านการสร้างสรรค์งานและการทำงานทั่วไปได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 2.1 เท่า เมื่อทดสอบด้วย Topaz Video benchmark
ประสิทธิภาพของ GPU ดีขึ้นสูงสุดถึง 2.7 เท่าในการประมวลผลด้าน AI เช่นการทดสอบ Procyon AI Image Gen SD 1.5 Light และ Geekbench AI 1.6
Intel Core 7 360 ยังมีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานที่ดีกว่า Intel Core 7 150U อย่างมาก โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 64% โดยเฉพาะในการใช้งานเล่นวิดีโอบน YouTube และ Netflix รวมถึงการประชุมวิดีโอผ่านแอปอย่าง Zoom อายุการใช้งานแบตเตอรี่ถูกทดสอบบนแพลตฟอร์มอ้างอิง Intel Wildcat Lake reference platform โดยสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 18.5 ชั่วโมงในการรับชม YouTube, 12.5 ชั่วโมงสำหรับงานด้านเอกสาร/ออฟฟิศ และ 9.6 ชั่วโมงสำหรับการใช้งาน Zoom พร้อมเอฟเฟกต์ AI
ทาง Intel ยังระบุอีกว่า เมื่อเทียบกับพีซีทั่วไปอายุประมาณ 5 ปีที่ใช้ Intel Core i7-1185G7 แล้ว Intel Core Series 3 ให้ประสิทธิภาพแบบคอร์เดียว (single-core) ดีขึ้นสูงสุด 47%, ประสิทธิภาพแบบหลายคอร์ (multi-core) ดีขึ้นสูงสุด 41% และประสิทธิภาพ GPU ด้าน AI ดีขึ้นสูงสุดถึง 2.8 เท่า นอกจากนี้งานแก้ไขภาพ (ดีขึ้น 31%), การท่องเว็บ (45%) และงานทั่วไป (26%) ก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเช่นกัน
Intel Core Series 3 ยังมุ่งเป้าไปที่การใช้งานด้าน Edge เช่น หุ่นยนต์ ระบบอาคารอัจฉริยะ (Smart Building), เครื่องขายหน้าร้าน (POS) และระบบมิเตอร์อัจฉริยะ โดยในส่วนนี้ได้มีการเปรียบเทียบ Intel Core 7 350 กับ Jetson Orin Nano ซึ่งพบว่า SoC ของ Intel ให้ประสิทธิภาพการตรวจจับวัตถุ (object detection) สูงขึ้นสูงสุด 1.5 เท่า, การจำแนกภาพ (image classification) เร็วขึ้นสูงสุด 1.9 เท่า และประสิทธิภาพด้านวิเคราะห์วิดีโอ (video analytics) สูงขึ้นสูงสุด 2.2 เท่า
ทาง Intel ระบุว่ามีอุปกรณ์มากกว่า 70 รุ่นจากพาร์ทเนอร์ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และบางส่วนก็เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งรวมถึงโน้ตบุ๊กจากแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Acer, ASUS, Colorful, Dell Technologies, Hasee, Haier, Honor, HP, Infinix, Lenovo, Samsung และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับระบบ Edge ที่ใช้ Intel Core Series 3 จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ปี 2026 (Q2 2026) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงสไลด์การนำเสนอได้จากประกาศเปิดตัวและหน้าผลิตภัณฑ์ โดยเว็บไซต์ Intel Ark ยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลในขณะนี้ แต่คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันเท่านั้น
แปลจากบทความ : Intel Core Series 3 “Wildcat Lake” processor family launched for entry-level laptops and Edge AI systems

บรรณาธิการข่าวและบทความภาษาไทย CNX Software ได้มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smart Home และ IoT







